หวั่นเด็กขี้แกล้ง โตไปชอบใช้กำลัง แนะสอนรู้ผิด รู้ชอบ

กรมสุขภาพจิต ชี้ การกลั้นแกล้งในโรงเรียนเป็นความรุนแรง หากละเลย เสี่ยงกลายเป็นผู้ใหญ่ชอบใช้ความรุนแรงในสังคม แนะ ผู้ปกครอง – ครู สอนเด็กรู้ผิด ชอบ ชั่ว ดี ไม่ปล่อยเสพสื่อรุนแรงสร้างการเลียนแบบแย่ๆ นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึง การกลั่นแกล้งหรือรังแกกันในโรงเรียนที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ ว่า การกลั่นแกล้งหรือรังแกกันในโรงเรียน

ไม่ว่าจะเป็นการรังแกทางกาย ทางอารมณ์เช่น ล้อเลียน ทำให้อับอาย กีดกันออกจากกลุ่ม การเพิกเฉย การรังแกทางคำพูด เหยียดหยาม ดูถูก รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียรังแกกันนั้น จัดเป็นพฤติกรรมรุนแรงอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เด็กที่ถูกรังแกมีอารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล เพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยว การกินการนอนผิดปกติ ไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบได้ ซึ่งปัญหานี้อาจยังคงอยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่ และอาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ รวมถึงผลการเรียนลดลง หรือต้องออกจากโรงเรียน และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นผู้รังแกคนอื่นในอนาคต ส่วนเด็กที่ชอบรังแกเด็กคนอื่นนั้น มีความเสี่ยงใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเมื่อเป็นวัยรุ่น เสี่ยงเป็นผู้สร้างความรุนแรงในสังคม ครอบครัวและทำผิดกฎหมายในอนาคต

ด้าน พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า ปัญหาเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งน่าจะมีมาก่อนโดยที่ครูไม่ทราบ เด็กที่รังแก อาจมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น เกเร ดื้อ ต่อต้าน มีพฤติกรรมจุดไฟ การเลี้ยงดูปล่อยปละละเลย เสพสื่อรุนแรง อยากรู้อยากลอง ครู และพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรมีการอบรมสั่งสอนเด็กให้รู้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ สิ่งไหนที่ห้ามทำ สังคมไม่ยอมรับ มีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้เด็กตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะก่อนอายุ 10 ปี ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีความยับยั้งชั่งใจ แยกผิดชอบชั่วดีได้ ลดพฤติกรรมการเลียนแบบ ที่อาจทำให้เกิดความชินชากับความรุนแรงได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องสอนให้เด็กรู้จะป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง เช่น รู้จักที่จะบอกครู ไม่อยู่ลำพัง ไม่ตอบสนองฝ่ายที่ชอบกลั่นแกล้ง เป็นต้น เมือเกิดปัญหาก็ต้องมีกระบวนการช่วยเหลือเด็กอย่างเข้มแข็ง. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews